สัมภาษฏ์สถาปนิกIdolรุ่นพี่ ลาดกระบัง

วันนี้กระผม นาย พงศธร เหลี่ยมมุกดา สถ.4 ได้มีโอกาศมาสัมภาษฎ์รุ่นพี่ สถ. ลาดกระบัง คนหนึ่ง ชื่อตามที่ได้ทราบมาคร่าวๆ คือ พี่เกรียง โดยหลังจากติดต่อกับพี่เค้าทางโทรศัพท์แล้วผมก็ได้ทำการนั่งรถดุ่ยๆ มาพบกับพี่เค้าที่ห้างParadiseครับ… ผมยืนรออยู่หน้าร้านกาแฟไม่นานก็มีผู้ชายคนนึงเดินเข้ามาทางผม ภาพลักษณ์ไม่ใช่สถาปนิกแต่งชุดดำสุดเท่ใส่แว่น อย่างที่คนมักจะคาดหวังว่าเป็นคาแรกเตอร์ของสถาปนิก แต่เป็นผู้ชายวัยกลางคนแต่งตัวเรียบๆดูสุภาพเรียบร้อยดูทะมัดทะแมง เค้าชี้มาทางผมแล้วถามขึ้นว่า “ใช่น้องแต๋งรึป่าวเนี้ยย?” ใช่แล้วครับ เค้าคือพี่เกรียงนั่นเอง หลังจากสั่งกาแฟเส็ดและได้โต๊ะที่นั่งมุมสงบๆแล้ว ผมก็เริ่มการสัมภาษฎ์ที่กินเวลาครึ่ง ชม. ทันที

สวัสดีครับพี่

ครับ ว่าไงง

เรื่มแรกขอรบกวนพี่แนะนำตัวคร่าวๆครับ

อ่า ชื่อเกรียงศักดิ์ ติรวิภาส จบรุ่น… พี่เข้าปี34 จำไม่ได้ว่าเป็นรุ่นที่เท่าไร รุ่นเดียวกับ อ.รุ่งโรจน์น่ะ ได้เรียนกับ อ.รุ่งโรจน์ป่ะ นั่นแหละ รุ่นเดียวกัน

ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ไหน ครับพี่?

เปิดออฟฟิศเองครับ, ชื่อ พิกัด consultant หลักๆเลยเนี่ยก็เกี่ยวข้องกับงานสายถาปัตย์แหละ ออกแบบ ก่อสร้างด้วย แต่เริ่มต้นจริงๆอ่ะ พี่ทำงานสายก่อสร้างก่อน แล้วก็มาเปิดออฟฟิศ แล้วก็ทำงานออกแบบด้วย มันอยู่ในพื้นฐานของเราอยู่แล้วแหละ หลังๆก็จะมีงานในส่วนของ consult เข้ามา คือเรามีประสบการณ์ทั้งก่อสร้างและออกแบบ ก็ทำงาน consultได้

ไหนๆวันนี้ก็มาเจอพี่ที่ทำงานด้านนี้โดยฉเพาะแล้ว ช่วยอธิบายหน่อยครับว่างาน consult นี่มันคือยังไง?

จริงๆงาน consult มันเป็นงานประเภทที่ว่า เมื่องานก่อสร้างมันเป็นงานขนาดใหญ่ หรือค่อนข้างมีรายละเอียดสูง เลยจำเป็นต้องมี consult ขึ้นมา ซึ่งจริงๆแล้วปกติ มันก็จะมี เจ้าของ, ผู้รับเหมา และ สถาปนิก สามฝ่ายเนี้ย มันก็น่าจะจบแล้วนะครับ ถ้าเป็นบ้านอย่างเดียว ไรเงี้ย แต่ว่าในกรณีที่ เจ้าของ ผู้รับเหมา หรือ สถาปนิกเนี่ย ไม่สามารถที่จะเข้ามาอยู่ดูแลงานได้ตลอดเวลา ก็จะมีพาร์ทนี้ขึ้นมา หลักๆก็คือทำหน้าที่แทนเจ้าของโดยดูหน้างานเป็นหลัก ให้การก่อสร้างเนี่ยเป็นไปอย่างถุกต้องและไกล้เคียงแบบมากที่สุดในกรณีที่แบบมันขัดแย้งกัน นอกจากการควบคุมมาตรฐานของการก่อสร้างแล้วเนี่ย หน้าที่ ของ consult อีกอย่างเลยก็คือเรื่องของการควบคุม ระยะเวลาและbudget บางทีคนก็จะมองว่าทำไมเราต้องจ่ายเงินไปให้ consult แต่ถ้าการควบคุมการก่อสร้างไม่ดีเนี่ย มันก็จะมีปัญหาเรื่องงบบานปลาย ถ้ามี consultมาดูแลให้การก่อสร้างเป็นไปตามเงื่อนไขเนี่ย ก็จะสบายขึ้นทุกฝ่าย ตัวผู้รับเหมาเอง ส่วนเจ้าของก็จะสบายใจได้ว่างานออกมาได้ตามมาตรฐาน ไม่ต้องไปมีปัญหาภายหลังว่า เปลี่ยนผู้รับเหมาอ่ะ ค่า overhead อะไรมัน ก็จะเปลี่ยนแปลงไปหมด ระยะเวลามันก็จะยืดเยื้อ บานปลาย

ช่วงแรกในการทำงาน มันยากมั้ย? สิ่งที่เราได้จากลาดกระบังเนี่ย มันช่วยในการทำงานได้ยังไงบ้างครับพี่?

งานทุกประเภท เริ่มต้นมันยากหมดแหละ พี่เคยทำงาน บ. ออกแบบมาก่อน แล้วก็กลับมาทำงานวิจัย ในมหาลัยพี่ว่าช่วงที่พี่ทำงานวิจัยเนี่ยมันก็เหมือนพี่เรียน หนังสือใหม่อีกรอบ เพราะมันเป็นงานกึ่งวิชาการ ก็มีการสำรวจวิจัย ข้อมูล มีการออกแบบบ้าง สิ่งที่ได้เรียนรู้จากความเป็นลาดกระบังเนี่ย ก็คือ ลาดกระบัง มันติดดิน คำว่าติดดินก็คือเราไม่ค่อยเกี่ยงงอน คือ พี่บอกได้เลยว่าจบไปเนี่ยอย่าเรียกตัวเองว่า สถาปนิก พี่เองเนี่ย ทุกวันนี้ยังไม่กล้าเรียกตัวเอง ว่าสถาปนิกเลย เมื่อเราจบไปเนี่ยเราเรียกว่าแทบจะเป็นศูนย์เลย คือโอเค เรามากกว่าคนอื่นในตรงที่เราอาจจะเขียนแบบ อ่านแบบได้ แต่ในเชิงปฏิบัติเนี่ย เราไม่รู้อะไรอีกเยอะ สิ่งที่ลาดกระบังให้เราก็คือว่า เราไม่กลัวที่จะเรียนรู้ เราไม่กลัวที่จะลำบาก ตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว พอมาทำงานของจริงอ่ะงานหนัก ไม่ต่างจากเรียนหรอกครับ อุปสรรคก็เยอะ เราก็ต้องเรียนรู้มัน พยายามที่จะไปต่อ ไม่ต่างจากการเรียน แต่ว่าในชีวิตจริง มันไม่มีคนให้เกรดอ่ะ ถ้าคุณทำงานได้ดี คุณก็มีงานให้ทำต่อ(หัวเราะ) เหมือนเราทำงาน บ. ทำงานดี เจ้านายเค้าก็ประเมินเราดี ลูกค้าเค้าก็ประเมินเราดี ให้เกรดเราดี งานทุกชิ้นที่คุณรับผิดชอบ มันก็เหมือนมีคนให้คะแนนคุณอยู่

จุดด้อยของลาดกระบังล่ะครับ?

คือ ลาดกระบัง มันโตจากพื้นฐานของความเป็นจริงอ่ะครับ คือเราอาจจะเป็นภาควิชา สถาปัตย์ที่เรียนคอน ค่อนข้างเยอะ เรียนวิชาการก่อสร้าง, เทคนิค อีควิปอะไรน่ะ นั่นคือข้อดี แต่ในข้อด้อยก็คือมันจะถูกตีกรอบ คือเราจะเหมือนมีคนมาดึงขาเราตลอดเวลา คือเราอยากจะมันส์อ่ะ แต่มีคนมาดึงขา แล้วมันสร้างยังไง? เราจะถูกตีกรอบ ตรงนี้ว่าเราอาจจะไม่ได้ครีเอทอะไรที่แปลกใหม่ หรือspaceที่เมามัน สร้างอาคารที่เป็น talk pf the townให้คนอื่นเค้าเห็นแล้วฮือฮากันได้ง่ายๆ creative thinking ของที่อื่นเค้าอาจจะมากกว่าเราในแง่ว่าเค้าปล่อย เค้าฟรีมากกว่าเรา อาจารย์ของเค้าอาจจะไม่ตรวจก็ได้ว่า เสา คาน คุณ คืออะไร? หรือถ้าคุณจะไม่ใช้ระบบ skeleton คุณจะใช้ระบบอะไร?  คือ เราอาจจะสร้างหอคอยที่ให้คนมาแหงนมองได้ยากกว่าคนอื่น แต่เราก็จะมีหอคอยที่ไม่ล้ม (หัวเราะ) เออ นั่นแหละๆ

อาจารย์เค้าชอบขู่ผมครับพี่ ว่าอะไรแค่นี้มันเล็กน้อย ชีวิตจริงมันโหดร้ายกว่านี้เย้อะะะ เลยอยากถามพี่ว่ามันโหดร้ายมากกว่ากันแค่ไหนครับ?

เอ่อ…  ตอนเรียนจบไปพี่ทำ บ. ดีไซน์ พี่ว่าโหดร้ายเลยแหละ (หัวเราะ) แต่ประสบการณ์แต่ล่ะคนไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าคุณจะไปเจออะไร อยากของพี่ตอนจบมาเนี่ยได้รับ มอบหมายงานออกแบบอาคารมา ไม่ใหญ่มาก เป็น office building 8ชั้น สิ่งที่เจ้านายบอกเรามาเลยคือ ให้เราเขียนแบบขออณุญาติ ให้เวลา 3วัน… เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร  คือเราอาจจะเคยเขียนคอน ทำดีไซน์ในคณะ แต่พอคำว่าแบบขออนุญาติเนี่ย.. เราไม่รู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร ครอบคลุมอะไร รายละเอียดยังไง ต้องทำแค่ไหน กฏหมายเอย งานระบบล่ะ แล้วให้งานเราเย็นวันศุกร์ เอาวันจันทร์ อย่างเงี้ย ถ้าเราจบไปเจอ จะทำยังไง? ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเจอ แต่ว่ามีโอกาศ แบบว่า แจ็กพ็อตเจอเรื่องแบบนี้ขึ้นมา นี่คือสายงานออกแบบ ถ้าเราไปอยู่สายคุมงานก่อสร้าง ถ้าไม่มีพี่เลี้ยงมาคอยดู สมมุตเค้าบอกอ่ะวันนี้ช่างเค้าจะเทโครงสร้างไปตรวจ เอาแบบวิศวะมาให้ดู เราจะอ่านแบบวิศวะออกรึป่าว? แต่ถ้าเป็นพี่เนี่ยจะค่อยๆพัฒนาน้องเค้าไปก่อน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเจออะไร ยากง่ายแค่ไหน ต้องอดทนอ่ะ ถึงจะผ่านไปได้ พัฒนาตัวเองไปได้

วิชาที่พี่รู้สึกว่าได้ใช้ และมีประโยชน์ในการทำงานของพี่ตอนนี้ครับ  

ตามสายวิชาชีพของพี่ตอนนี้เลยนะ ก็คือ คอนกะ อีควิปเนี่ย ได้ใช้มากๆ รวมทั้งวิชา สตรัคเจอร์หรืออื่นๆเนี่ย คือไอวิชาประกอบที่เราคิดว่าไม่จำเป็นเนี่ย คือตอนเรียนพี่ก็ คาดหวังว่าอยากได้ A ดีไซน์ ทุกๆคนก็คาดหวังอยากได้ A ดีไซน์กันทั้งนั้น เพราะอะไร คือหน่วยกิตมันสูง และอีกอย่างการที่คนนึง A ดีไซน์ กะคนนึง A คอน คนนึง A อีควิป สตรัคเจอร์ คน A ดีไซน์ มันดูเท่กว่า เพราะคุณเป็นสถาปนิกอ่ะ แต่ในความเป็นจริงในสายงานที่พี่ทำ คอนสตรัคชั่นเนี่ยพี่ได้ใช้เยอะสุดก่อนอยู่แล้ว พี่เอาแบบ มากาง พี่ต้องรู้ก่อนเลยว่า support ของอาคารมันคืออะไร ระบบโครงสร้างมันคืออะไร ทุกอย่างอ่ะเราต้องได้เอามาใช้ ไม่ได้ใช้แบบวิศวกร แต่เราต้องศึกษาแบบได้

นอกเรื่องหน่อยนะครับพี่ พี่เชียร์ฟุตบอลทีมอะไรครับ

พี่เชียร์ทีมที่อกหักมาตลอด… ลิเวอร์พูล(หัวเราะ)

ทีมเดียวกับผมเลยพี่ ทีมเดียวกะพี่บอยด้วย

(หัวเราะ) ก็เป็นแก๊งอกหักอ่ะะ

งั้นคำถามต่อไปนะพี่ ถ้าเปรียบ สถ. ลาดกระบัง เป็นทีมบอลซักทีม พี่เปรียบเป็นทีมอะไรครับ?

ถ้าเปรียบ สถ. ลาดกระบังเนี่ย พี่บอกเลยว่าเป็น เอฟเวอร์ตัน คือเราไม่ได้เด่น เป็นท็อปโฟร์ หรือเป็นเศรษฐีมีตังนะ หรือมีบุคลิคภาพที่สาวหลง หนุ่มชอบ หรือมีไสตล์ ดูดี แต่เอฟเวอร์ตันเนี่ย มันคือทีมที่เล่นบอลแบบมีระบบ มีระเบียบ มีแบบแผน ไม่หรู แต่แพ้ยาก ใจสู้ ไม่ต้องลงทุนเยอะ ติดดิน พี่ชอบเอฟเวอร์ตันตรงที่ เค้าไม่ต้องซื้อนักเตะแพงๆ มาเล่นตำแหน่งใดตำแหน่งเดียว เค้าเล่นเป็นระบบ ทุกคนรู้หน้าที่ว่าต้องทำอะไร สามารถทำจ๊อบให้สำเร็จลุล่วงได้ ไม่เคยตกชั้น คือเหมือนเด็กลาดกระบังเนี่ย profile เราอาจจะไม่สูง support อาจจะไม่มาก แต่มาแข่งทำงานกันเนี่ย เราไม่แพ้ นั่นแหละ ประมาณนั้น (หัวเราะ)

รุ่นน้องลาดกระบังหลังๆเป็นไงมั่งพี่

พี่เริ่มต้นได้รู้จักรุ่นน้องก็ตอนไปเตะบอลเนี่ย จะมีเจ้าโจ กะเจ้าอาร์ท มาฝึกงานกับพี่ หลังๆก็มีเรียกไปรับจ๊อบบ้าง เท่าที่พี่รู้จักสัมผัสโดยตรงก็ยังเป็นเด็กลาดกระบังนะ ไม่ต้องใช้ ของแบรนด์เนม กินเหล้ากับเพื่อนได้ที่ไม่ต้องหรู ไม่ต้องใช้ของแพง ทุกคนก็ทำงานได้ตามที่มอบหมาย มีแรงฮึด มีแรงสู้

อยากฟังเรื่องสมัยที่พี่ยังเรียนอยู่บ้างครับ เริ่มจากสถานที่ที่พี่ชอบในคณะ มีสถานที่ไหนที่พี่ประทับใจหรือผูกพันธ์

จริงๆเมื่อก่อนในคณะเนี่ยมันจะมีบ่อเยอะ ต่อเนื่องกัน แต่ตอนนี้ก็คงจะถมไปเยอะแล้ว ซึ่งเป็นทางระบายน้ำ เชื่อมต่อกันด้วยท่อใหญ่ ซึ่งก็เป็นทางสัญจรของสัตว์ประเภทนึงซึ่งก้อคือ ตัวเงินตัวทองอ่ะนะไม่รู้ปัจจุบันยังมีอยู่รึป่าว?

มีครับพี่

นั่นแหละ จะหน้าฝนหน้าหนาวก็เห็นแม่งว่ายไปว่ายมา โผล่ขึ้นมาพัก ตามสระ อีกเรื่อง ในคณะเนี่ยเมื่อก่อน เค้าอณุญาติให้อยู่ในคณะได้ พี่ว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ พี่เนี่ย หลายคนเลยแหละ ที่เรียกว่าไม่ต้องเช่าหอ ใช้ชีวิตอยู่ในคณะเลย อยู่ทำงานกันทั้งวัน กลับบ้านฉเพาะวันหยุด ซึ่งมันเป็นบรรยากาศที่ ไม่มีที่อื่น ยกเว้นที่เนี่ย และ คงไม่มีอีกแล้ว พี่ไม่ได้พูดว่ามันดีไม่ดียังไงนะ แต่พี่ว่าเนี่ยแหละบรรยากาศที่มันเป็นลาดกระบังแท้ๆ เมื่อก่อนมันไม่มีรถเมล์ ตอนพี่ปี1 เนี่ย ถ้ากลับรถเที่ยวสุดท้ายไม่ทันสามทุ่มเนี่ย แทบไม่ต้องกลับบ้านแล้ว ต้องรอรถผีอ่ะ สองแถว

อยากให้พี่เล่าประสบการณ์มันส์ๆของพี่ซักเรื่องครับ

ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเล่นกันอยู่รึป่าวนะ เมื่อก่อนพี่ชอบเล่นบอลใต้ตึกสี่ชั้น ซึ่งจริงๆ เค้าไม่อณุญาติให้เล่นหรอก ซึ่งก็จะมีอาจารย์ 3 ท่านที่จะคอยไล่ ซึ่งก็มีท่านนึงออกไปแล้ว อาจารเอกพงษ์

อาจารย์จิ๋ว?

อาจารย์จิ๋ว อาจารย์เอกพงษ์ อาจารย์ธีรมณ ไอเราเล่นไปก็ลุ้นไป คอยหนีอาจารย์ แต่ก็สนุก ตื่นเต้น ถ้าเจอก็จะถูกด่า มีเพื่อนคอยดูอยู่ต้นทาง พอบอกอาจารย์มา ก็จะวิ่งหนี ถอดส้งถอดเสื้อตีนเปล่า วิ่งไปหลบอาจารย์ เรียนจบก็เนี่ย จะชอบเล่นบอลๆ

สุดท้ายแล้ว อยากทราบความเห็นของพี่ แนวโน้มของ สถ.ลาดกระบังต่อไป รวมทั้ง คำแนะนำ ให้รุ่นน้องๆต่อไป รวมทั้งตัวผมด้วยครับพี่

เอ่อ รู้ข่าวเรื่อง อาเซียนจะเปิดเป็น เอ่อ พี่ใช้คำไม่ถูกนะ ก็คือเหมือนจะรวมเป็นประเทศเดียว เปิดเสรีทางวิชาชีพ โดยวิชาชีพฉเพาะอย่างสถาปนิก หรือวิศวกรเนี่ย การที่คุณมีใบประกอบ วิชาชีพของประเทศนึง สมมุตคุณเป็นสถาปนิกจาก ลาว พม่าเนี่ย คุณเข้ามาทำงานในไทยได้เลย ไม่ต้องสอบ ทีเนี้ยคู่แข่งเราเนี่ยจะไม่ใช่คนในประเทศแล้ว สิ่งที่ต้องแข่งขันกันแน่นอนเลย อย่างนึงเนี่ย คือนอกจากเป็นสถาปนิกจะต้องครีเอทีพแล้ว คุณต้องมีคุณสมบัติด้านอื่นมาแข่งกับเค้าด้วย เค้าอาจจะรับงานเหมือนกับคุณน่ะ แต่รับในราคาที่ถูกกว่าคุณได้ เค้ารับงานในประเทศ เค้าเนี่ย ค่าตอบแทนต่ำกว่านี้เยอะ เค้าสามารถตัดราคาได้ เพราะเค้าพึงพอใจอ่ะ สิ่งที่เราจะแข่งกับเค้า เราต้องมีอะไรมากกว่าเค้าอ่ะ มากกว่าเค้าก็คือว่า คุณต้องมีความรู้รอบตัว ไม่ใช่ ว่าดีไซน์อย่างเดียว กฏหมายคุณต้องรู้ เรื่องการลงทุน เรื่องเทคนิคการก่อสร้าง เรื่องอะไรก็แล้วแต่ พี่ว่าเราเองต้องยอมรับก่อนว่าทุกคนมีข้อจำกัดแม้ตัวอาจารย์เองเนี่ย ไม่ได้รู้หมด สิ่งที่ไม่รู้เนี่ยมีผู้ช่วย เรามีศิษย์เก่า มีรุ่นน้องที่ทำงานอยู่ในวิชาชีพมาก วิชาคอนไม่ใช่เรียนแค่ในห้อง สามารถออกไปดูไซต์ มันจะทำให้เรารู้ว่าการก่อสร้างคืออะไรดีไซน์แบบที่เราคิดไว้ กว่าจะมาเป็นแบบนี้ได้ โครงสร้างมันคืออะไร สร้างแรงบันดาลใจให้มากขึ้น พี่ว่าการเรียนน่ะ งานไม่จำเป็นต้องสั่งให้มากหรอก ควรสร้างแรงบันดาลใจ คุณไม่ต้องเก่งตอนนี้หรอก แต่คุณ ต้องเชื่อว่าสักวันนึงคุณจะต้องเก่งขึ้นได้

หลังจบบทสัมภาษฏ์ผม ก็ได้นั่งคุยเรื่องอื่นๆกับพี่เกรียงอีกเล็กน้อย แล้วจึงขอตัวลาพี่เค้ากลับ วันนี้ผมก็ได้เจอรุ่นพี่อีกคนที่อาจจะไม่ใช่สถาปนิกที่แต่งตัวหรูหรา หรือใส่ชุดดำดูเป็น great architect แต่ก็เป็นคนที่มีแนวคิด postive และความเป็นลาดกระบังจริงๆ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดมุมให้คิดต่อไปได้ เป็นแบบอย่าง แห่งความเรียบง่าย แต่มั่นคง สไตล์ สถาปัตย์ ลาดกระบัง ซึ่งเป็นนามของความทรนง องอาจ ยืนยง ขอบคุณพี่เกรียงศักดิ์ ติรวิภาส และ อาจารย์ที่สั่งงานให้ผมได้มีโอกาศดีดีเช่นนี้ครับ

พงศธร เหลี่ยมมุกดา  สถาปัตยกรรม ลาดกระบัง ชั้นปีที่ 4


วิชาชีพสถาปนิกในทัศนคติของข้าพเจ้า

ถ้าถามว่ารูปที่วาดเป็นรูปแรกในชีวิตคือรูปอะไร ?  

 

บางคนอาจจะตอบอย่างมั่นใจ บางคนอาจจะตอบไม่ได้ บางคนอาจจะพอจำได้ลางๆ บางคนอาจจะลืมไปแล้วเพราะไม่เคยได้ใสใจมัน

 

พงศธร หรือ แต๋ง (หรือ แตง หรือ แต่ว แต๊ง อะไรก็ตามแต่ที่คนจะเรียกหรือพิม) จำได้อย่างแม่นยำไม่เคยลืมว่ารูปแรกที่เค้าวาดคือรูป “นก”

 

   นกเป็นสัตว์ที่แสดงถึงอิสระ เสรีภาพ การหลบหนีจากความวุ่นวาย ความสง่างาม บลาๆ อะไรก็ตามแต่ ไม่ได้อยู่ในหัวของ ด.ช. พงศธร เลยแม้แต่นิดเดียวในตอนนั้นเค้าแค่วาดในสิ่งที่เค้าอยากและพอใจที่จะวาด เค้าไม่ได้สนใจเลยว่า มันจะมีความหมายหรืองามไม่งามอย่างไร  ถ้า “อุจาระ(หรือ ขี้ ออกเสียงแรงๆ)” บังเอิญทำให้เค้าสนใจขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธิไดก็ตามแต่  เค้าจะนั่งวาด “ขี้” นี่แหละทั้งวัน จนกว่าเค้าจะพอใจ

   เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ด.ช.พงศธร กลายเป็น นาย พงศธร นักศึกษา คณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง นิสัยทำตามใจตัวเองก็ไม่ได้หายไปจากตัวเค้า เค้ายังคงทำอย่างที่ตัวเองต้องการจะทำ ถ้าเค้าอยากวาดรูปอะไร เค้าก็จะวาด พอขี้เกียจก็เลิก อยากฟังเพลงอะไรก็จะโหลด หรือ ซื้อหามาฟัง สนใจแนวไหนก็จะดู ฟัง อ่าน เกรียน ฟัดอยู่กับ กูเกิ้ลหรือ ยูทูปทั้งวัน เพื่อศึกษามัน เบื่อก็เลิก อยากพูดอะไรก็พูดโพล่งออกไป

   พงศธรมีความสามารถหลายอย่าง แต่ไม่เก่งสุดๆจริงๆซักกะอย่าง ฟุตบอลเค้าก็ชอบเล่น กีต้าร์เค้าก็เล่นเป็น คณิตศาสตร์ก็(เคย)เข้าใจอยู่ เค้ายังเคยสื่อสารกะชาวต่างชาติด้วยภาษาอังกริดอย่างคล่องแคล่วโดยใช้สุรา แสงโสมเนี่ยแหละเป็นดิกชันนารี  แต่ถ้าให้โอกาศเค้าได้เข้าข้างตัวเองซักครั้งนึง เค้าจะเลือกตอบคุณว่า สิ่งที่เค้าเก่งและมั่นใจว่าไม่แพ้ใครมากที่สุด ก็คือ “การวาดภาพ” เนี่ยแหละ

   ย้อนเวลากลับไป ณ คาบเรียนหนึ่งในชั้นประถมของ ด.ช.พงศธร อาจารย์ประจำชั้นสั่งงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในระบบการศึกษาไทยมาให้ นักเรียนในชั้น (ซึ่งรวมถึงเด็กชายพงศธรที่นั่งคุยกับเพื่อนโดยไม่ได้สนใจจะฟังอาจารย์อยู่ ด้วย)  “เรียงความ” นั่นเอง  ซึ่งหัวข้อก็คือ “อาชีพที่หนูอยากจะเป็นในอนาคต” น่าแปลกใจตรงที่ วันส่งงาน ในขณะที่เด็กน้อยทั้งหลายนำกระดาษที่มีรูปภาพของนักแข่งรถเนสคาร์, เดวิด เบคแฮมหรือ คุณหมอสวมแว่นหน้าตาใจดี พร้อมกับข้อความอธิบายความฝันมาส่งที่โต๊ะอาจารย์ นายพงศธร กลับจำไม่ได้ว่า ด.ช.พงศธรวันนั้นได้ส่งอะไรไป สิ่งที่เค้าจำได้มีเพียงรูปของผู้ชายใส่แว่นท่าทางดูฉลาด ในมือมีม้วนแบบกับปากกา ตาของเค้ามองตรงไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ(มันน่าแปลกยิ่งกว่าอีกเมื่อเค้าจำภาพ นั้นได้อย่างชัดเจน) ติดอยู่ในหัวของเค้าโดยที่เค้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่างานนั้นเป็นงานของเค้าเอง หรือว่างานของเพื่อนคนอื่น

 

วันนั้นเค้ากลับไปถามแม่ทันทีว่า สถาปนิกคืออะไร

 

เชื่อ ว่าแม่เกือบทุกคนบนโลก ถ้าไม่ได้เป็นสถาปนิกหรือเกี่ยวข้องกับวงการนี้มาก่อน ต่อให้ฉลาดเลิศล้ำแค่ไหน จะแก่หรือสาวอย่างไร ก็ให้คำตอบที่ดีไปกว่าคำว่า “นักออกแบบบ้านหรืออาคาร” ไม่ได้

 

   ด.ช.พงศธร เติบโตมาในครอบครัวของ… (ไม่อยากใช้คำว่าศิลปิน) เอาเป็นว่า คนทำงานศิลปะแล้วกัน คุณตาของเค้าเป็น จิตรกร น้า 4 คนจบจากช่างศิลป์ ทุกคน และเรียนต่อ, ทำงานทางด้าน ศิลปกรรม หรือ กราฟฟิกทุกคน ยกเว้นคุณแม่ซึ่งไม่ได้เรียนด้านศิลปะ (ธรรมดาของคนยุคนั้นที่มีฐานะไม่ค่อยดี พี่คนโตสุดจะต้องรีบจบเพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่) คุณตานี่แหละเป็นคนสอนให้เจ้าแต๋งน้อยวาดรูป และรูปที่แปะอยู่ข้างห้องทำงานของคุณตาก็คือรูปเจ้านกปรอทตัวน้อยที่เกาะ อยู่บนกิ่งไม้ฝีมือเจ้าเด็กจอมซนนี่เอง ชีวิตของเด็กชายพงศธรเติบโตมาพร้อมกับ บ้านที่เต็มไปด้วยภาพสีน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว, เสด็จพ่อ รัชกาลที่ 5, สมเด็จย่า, ภาพเหมือนของพระมงคลเทพมุนี(หลวงพ่อสด), ภาพเหมือนของคุณยายสมัยยังสาวขนาดประมาน1เมตร (ซึ่งเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ เวลาด.ช.พงศธรหันมามองยายตอนแก่แล้วก็จะถอนหายใจทุกที) ด้วยบริบทต่างๆนี้  คำว่า “นักออกแบบบ้านหรืออาคาร” จึงไม่ได้สะกิดความอยากรู้อยากเห็นหรือสนใจของเค้าเลยแม้แต่นิดเดียว ด.ช. พงศธร ไม่เคยรู้จักชื่อของ แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์, ทาดาโอะ อันโด หรือ คุณ นิธิ สถาปิตานนท์มาก่อน ถ้าใครซักคนพูดชื่อ “นิธิ” ขึ้นมา ด.ช.พงศธร จะนึกถึงดาราชายหน้าหวานๆ ที่คุณยายชอบ ไอดอล หรือบุคคลที่เค้าชื่นชอบ ในวัยเด็กหลักๆ คงมีแค่ คุณตา, น้า, คุณแม่, วินเซนต์ แวนโก๊ะ, ลีโอนาร์โด ดาวินชี หรือ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่ว่างที่เหลือในหัวใจ ก็คงเป็นของร็อคสตาร์, นักฟุตบอล และตัวละครจากเกม อีกนิดๆหน่อยๆ

 

   เข้าสู่วัยมัธยม นายพงศธรเข้าเรียนที่ โรงเรียน ราชวินิตบางแก้ว ชีวิตที่โรงเรียนของเค้าสนุกสนาน รู้จักกับเพื่อนหลายกลุ่มหลายแบบ เค้าสามารถคุยกับเพื่อนที่เป็นเด็กฟิสิกส์โอลิมปิกเรื่องมีสาระได้ในตอนเช้า เล่นฟุตบอลกับเพื่อนห้องข้างๆตอนเที่ยง และนั่งไร้สาระอยู่กับเพื่อนกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นเด็กไม่ค่อยเอาการเรียน ได้ในตอนเย็น เริ่มต้นสนใจติวและเรียนพิเศษด้านความถนัดสถาปัตย์ ตอน ชั้น ม.6 เหตุผลที่ไม่ต้องตกแต่งให้สวยหรู ณ ตอนนั้นของนาย พงศธร คือ “กูไม่อยากเรียนวิดวะ ถ้าให้ไปสอบเลขหรือฟิสิกส์แข่งกับไอพวกแว่นหนาๆนั่น สู้มันไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าวาดรูปมั่นใจเลยว่าไม่แพ้ใคร”

 

    นายพงศธร กลับบ้านไปบอกแม่ทันที ว่า เค้าอยากติวสถาปัตย์

 

    พงศธรรักแม่ของเค้ามากและคิดเสมอว่าแม่คนนี้แหละเหมาะกับเค้าที่สุดในโลก ต่อให้ ฮิลารี่ คลินตันเดินมาบอกเค้าว่า ขอสลับตัวเองมาเป็นแม่ของเค้า เค้าก็จะปฏิเสธ แม่ของเค้าแม้จะไม่ได้มีฐานะรำรวยอะไรมากแต่เป็นคนที่ตามใจและจัดการ ทุกอย่างในชีวิตให้ พงศธร ทุกอย่างตั้งแต่เรื่องเลือกซื้อเสื้อผ้า ไปจนถึงทำบัตรประชาชนหรือเอทีเอ็ม(จนพงศธรเริ่มนิสัยเสีย ไม่ชอบทำอะไรเอง) ครั้งนี้แม่จัดการ สมัครเรียนติวความถนัดสถาปัตย์ให้เค้าเรียบร้อยเสร็จสรรพ

 

   เวลาระหว่างการเรียนติว ในหัวของพงศธรไม่ได้มีภาพของตัวเค้าเอง สวมเนคไทของมหาลัย หรือ ภาพตัวเองยืนถือแบบพร้อมกับสั่งงานคนงานก่อสร้างเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่อยู่ในตัวเค้าตอนนั้นมีแค่ความรู้สึกอยากเอาชนะคนที่นั่งข้างๆ กูต้องวาดสวยกว่ามึง ระหว่างที่มึงนั่งคิดเสก็ตดีไซน์ กูต้องจัดเพลทเสร็จแล้ว เค้าเอาความรู้สึกนี้ไปในห้องสอบโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ด้วย คะแนนออกมาจากการเช็คในอินเตอร์เน็ท(หลังจากกดรีเฟรชซ้ำๆดูแล้ว) อยู่ที่ 69 คะแนน พงศธรไม่ได้รู้สึกว่าเค้าเข้าใกล้คำว่าสถาปนิกเลย เค้าแค่ดีใจที่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าแม่ และสะใจที่ชนะคนเป็นพันๆคน

 

   พงศธรอยากเข้า จุฬา ศิลปากร  ทว่า ลาดกระบังไม่ได้อยู่ในหัวของเค้าเลยแม้แต่น้อย แต่สุดท้ายแล้วด้วยเหตุผลและเคมีหลายๆอย่าง เค้าก็ได้สวมเนคไทของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง พร้อมกับยัดบัตรนักศึกษาเข้าไปในกระเป๋าเงิน ชีวิตปีแรกที่มหาลัย สอนให้เค้ารู้จักความอดทน, ความตั้งใจในการทำงานที่ไม่ใช่ในเชิงที่ว่า กูต้องวาดสวยกว่ามึง หรือ ระหว่างที่มึงนั่งคิดเสก็ตดีไซน์ กูต้องจัดเพลทเสร็จแล้ว เค้าได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆหลายๆคน แม้กระทั่งเพื่อนเก่าที่มาหาเค้าที่ลาดกระบัง ก็ยังรู้สึกว่าหลงรักที่นี่ไปอย่างไม่รู้ตัว  คำว่า “นักออกแบบบ้านหรืออาคาร” มีอะไรมากกว่าที่คิด “นิธิ” ไม่ใช่ชื่อของพิธีกรอีกต่อไป ถ้ามีคนพูดชื่อ

“ทาดาโอะ อันโด” ขึ้นมา เค้าจะนึกถึงแสง และ ปรากฏการณ์วิทยา ไม่ใช่ชื่อของตัวละครจากการ์ตูน หรือ เกมส์ เส้นทุกเส้นมีความหมาย คำด่าทุกคำมีอะไรแฝงอยู่ในนั้น ถึงแม้งานจะไม่ได้มีกลิ่นเหม็นเหมือน”ขี้” แต่ความเหนื่อยที่จะเข้ามาทดแทนความสบายทำให้หลายๆคน ไม่อยากเข้าใกล้มัน พงศธรต้องสอนตัวเองให้รู้จักที่จะอยู่กับมันทั้งวัน

   แน่นอนว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้ราบเรียบ ระหว่างการเรียนที่คณะ ในบางช่วง เค้าก็พบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นกัน เวลาที่ไม่มีแรงใจจะทำงาน ไม่มีความสนใจ ความอยากที่จะทำ ความมั่นใจที่หดหายเค้ามั่นใจมาตลอดว่าเค้าเป็นคนที่วาดรูปเก่ง วาดรูปสวย แต่ที่นี่ เค้าไม่ใช่คนเก่งของเพื่อนๆอีกต่อไป บางครั้งเค้ารู้สึกท้อ บางครั้ง เค้าเห็นแผ่นหลังของเพื่อนอยู่ไกลเหลือเกิน บางครั้งเค้าคิดว่าอาจารย์ช่างใจร้าย ไม่ยุติธรรม ไม่มีอารมณ์สุนทรีย์ และคาดหวังอะไรจากเค้ามากมายเหลือเกิน พงศธร ตกอยู่ในช่วงเวลาที่ท้อแท้สิ้นหวังอย่างรุนแรง ใครก็ได้ช่วยเค้าที

 

   เค้าใช้เวลากลับไปเจอกับเพื่อนเก่าๆ พูดคุยกับเพื่อนทั้งประถมและมัธยม เพื่อนประถมบางคนกลายเป็นตุ๊ดไปแล้ว คนที่เคยวาดรูปรถยนต์แข่งกับเค้า วันนี้กลายเป็นหนุ่มนักเที่ยวแต่งตัวเนี๊ยบเซ็ตผม ประโยคหลักๆในการสนทนาของเพื่อนเก่าก็คือเรื่องเก่าๆและถามว่า ตอนนี้เป็นไง ทำอะไรกันอยู่

พงศธร ที่อยู่ในช่วงจิตตกอย่างสุดๆ ก็ตอบกลับไปง่ายๆ

 

พงศธร :  “เรียนสถาปัตย์”

เพื่อน :    “จริงป่าววะ เอ้อ ใช่ ตอนเด็กมึงวาดรูปเก่งสุดในห้องนี่หว่า”

พงศธร :  “อื้ม ก็ไม่ได้เก่งเท่าไรหรอก”

เพื่อน :    “เห้ย เก่งดิวะ เพื่อนกู ไม่เก่งได้ไง”

พงศธร :  “คนเก่งกว่ากูมีตั้งเยอะแยะ”

 

เพื่อน :    “ไม่เป็นไร   ….บ้านหลังแรกของกู  กูให้มึงออกแบบนะ”

 

พงศธร    “….. อื้ม  ได้เลย”

 

เพื่อน      “มึงสัญญากะกูแล้วนะเว้ย”

 

พงศธร     ” 🙂 “

 

    ผู้ชายใส่แว่นท่าทางดูฉลาดในมือมีม้วนแบบกับปากกาคนนั้นกลับมาหาเค้าอีก ครั้ง คราวนี้ตาของเค้าไม่ได้มองตรงไปข้างหน้าเหมือนเดิมแล้ว เค้าเดินมาตบไหล่ของพงศธรเบาๆ และยิ้มให้กำลังใจ

 

   เวลาพงศธรกลับไปหาแม่ของเค้าและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเรียน แม่ของก็จะพูดเหมือนเดิมว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว แกไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้แม่ ยังไงแม่ก็ภูมิใจในตัวลูกและงานของลูก ขอแค่ทำมันให้เต็มที่และเป็นตัวของตัวเองก็พอ  

 

ฮิลารี่ คลินตัน สองคน ก็แทนไม่ได้จริงๆ

 

   ทุกวันนี้ พงศธร ก็มีความสุขดีกับการเรียน ที่นี่ กับคำว่าสถาปนิก กับเพื่อนทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของเค้า กับงานของเค้าแม้ว่าจะดีหรือห่วยก็ตาม ฝีมือจะเก่งหรือห่วยก็ไม่ได้สำคัญ จะมีบางครั้งที่เค้าแอบน้อยใจหรือเครียด บ้างแต่เค้าตระหนักแล้ว ณ ตอนนี้ไม่ว่าสิ่งที่เรียนจะเหมาะหรือไม่เหมาะกับเค้า เค้าย้ำเตือนกับตัวเองไว้เสมอว่า เราได้เข้ามามีโอกาศเรียนรู้ศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และขับเคลื่อนอารยธรรมของ มนุษย์มาแต่โบราณ ไปพร้อมๆกับ อาจารย์ เพื่อน และรุ่นพี่เราควรจะใช้โอกาศนี้ทำมัน อย่างน้อยให้จบให้ได้ภายใน 5 ปี (แม้ว่าบางครั้งจะมีเหตุการณ์ให้หวาดเสียว5.5, 5.6 อยู่เรื่อยไป) ทำงานอย่างที่ตัวเองถนัด ชอบ และ รัก เคารพ ครู อาจารย์

หัวข้อ ทีสิส ที่ต้องการจะทำ คงจะไม่พ้น หอศิลป์ที่แสดงงานศิลปะ, สถานที่ หรือ สถาบันที่เล่นกับจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด หรือ สำนึก ของ ผู้ใช้งาน อาจจะออกมาในรูปแบบของ สถาบันสอนคนออทิสติก, หอศิลป์คนบ้า,โรงพยาบาลบ้า, โบสถ์ที่รองรับคนตาบอดได้ ไม่ก็ออกไปทางงานเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมดนตรี, ความบันเทิง หรือ มัลติมีเดีย ศิลปะประยุกต์ (ถ้าอาจารย์อ่านมาถึง ณ จุดนี้ เชื่อว่า อาจารย์น่าจะคิดว่าไอนี่มันบ้าไปแล้ว)

   ไอดอล สถาปนิกของ พงศธร ยังไม่ได้มีคนใดที่ชัดเจน อาจจะมี คุณดวงฤทธิ์ บุนนาคแว่บๆเข้ามาบ้าง แต่ ณ จุดนี้แล้ว พงศธร ยกตำแหน่งสถาปนิกไอดอลของตนเองให้กับ อาจารย์ ทุกๆคน ส่วนการฝึกงานคาดว่าจะไปฝึกที่ บ. ของคุณ ดวงฤทธิ์ บุนนาค ตามความต้องการ

   หลังจากจบไป พงศธร ไม่ได้คาดหวังหรือต้องการอะไรมากนัก หลักๆที่ต้องทำให้ได้คือ อยู่ด้วยเงินเดือนของตัวเองเพียงคนเดียวได้ก่อน เมื่อเวลามาถึงพร้อมแล้วก็จะตอบแทนพระคุณของพ่อกับแม่อาชีพที่จะทำก็คงเป็น สถาปนิก เนี่ยแหละ จะพยายามทำให้ดีที่สุดและนานที่สุด สิ่งหนึ่งที่รู้เกี่ยวกับอาชีพนี้ก็คือ ต้องใช้เวลาและความอดทน แม้แต่ แฟรงค์ หรือ ทาดาโอะเอง พวกเค้าก็ไม่ได้ดังภายในชัวข้ามคืน คิดว่าต้องใช้เวลาอีกเป็น 10 ปี เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้ได้ แล้วอะไรจะที่ทำให้ พงศธร คนที่สมาธิสั้น ขี้เบื่อ รอได้นานขนาดนั้น ?

 

   จึงได้คิดว่าต้องมีอะไรทำระหว่างรอ คำตอบง่ายๆก็คืองานศิลปะนั่นเอง พงศธรจึงพยายามวาดรูปและทำงานศิลปะของตัวเองเก็บ สะสมไว้ด้วย ถึงแม้จะไม่ได้โด่งดังหรือขายได้ราคาแต่ก็ยังช่วยรักษาฝีมือไว้ไม่ให้ตกไป จากเจ้านกปรอทน้อยตัวนั้น ถึงวันนี้ หลังจากผ่านอะไรมาเยอะแยะไปหมด นายพงศธรได้เรียนรู้ความงามและสัดส่วนของ สิ่งทรงระเบียบ, เรขาคณิต ที่พิเศษกว่าธรรมดา งานที่ต้องตอบรับกับสัดส่วนของ “ชีวิต” หาใช่อารมณ์ ความรู้สึกอย่างเดียวไป ไม่มากไม่น้อย ณ จุดนี้ พงศธรมีความฝันเล็กๆอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ การที่เค้า, พ่อ, แม่, น้อง, น้า จะได้อยู่ร่วมกันในบ้านที่สร้างขึ้นจากปลายปากกาของเค้าเอง

 

แต่เค้าเหลือเวลาอีกไม่มาก เค้าต้องรีบทำให้ทันเวลา

 

มันคงจะดีมาก

 

ถ้า คุณตา และ คุณยาย ของเค้า มีโอกาศได้อยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย

 

   นอกจากนี้พงศธรก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายนัก ขอแค่ใช้ชีวิต ทำงานไปเรื่อยๆ มีความสุขกับตัวเอง ครอบครัว เพื่อน พี่ น้อง เค้าขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาในชีวิตของเค้าไม่ว่ามิตรหรือศัตรูก็ตาม และเค้าก็ยังจะจำเจ้านก

ปรอทที่ข้างห้องทำงานของคุณตานั้นตลอดไปจนกว่าจะถึง  “รูปสุดท้าย” ในชีวิตของเค้า


I used to hate …

I used to hate it when people all around me enjoy laughing while I’m stay silence, It’s sucks. right now I start loving it in a weird way.


Chao Phraya Cultural Center

โครงการออกแบบศูนย์วัฒนธรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในงานวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมของ นศ. ชั้นปีที่ 4แนวคิดและที่มาของการออกแบบ :พญานาคราชแห่ง ศิลปะวัฒนธรรม งานออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรืออนันตนาคราช หนึ่งในเรือที่ใช้ในพระราชพิธีพยุหยาตราชลมารค เปรียบดังความภาคภูมิใจของสยามประเทศที่อยู่คู่กับสายโลหิตหลักของกรุงเทพมหานครตั้งแต่อดีตมา ด้วยความแข็งแกร่งมั่นคงของรูปฟอร์มอาคารที่ถอดลักษณะมาจากกองทัพรักษาพระองค์, ความสูงของตัวอาคารแสดงถึงบารมีของกษัตริย์ที่หาได้มีชาติใดเปรียบเทียบได้ อีกทั้งยังดำรงไว้ด้วยความอ่อนช้อยวิจิตรพิศดารของศิลปไทย


FOTOMO @ บางลำภู

Continue reading

Southern Arrowwood – Chapter1 The youth cats

Novel inspired by a concept album “Teenage Fantasy” by secret and whisper

chapter 1 : the youth cats

 
   ป่าแอโรววู้ดแห้งแล้งที่สุดในช่วงฤดูหนาว เวลากลางคืนยาวนานกว่ากลางวันถึงเท่า
ตัวเป็นเหตุให้สรรพสัตว์ต่างๆหิวโหยและเหนื่อยล้า โดยฉเพาะ “แมวป่าดำ” ฝูงใหญ่
ที่หากินและออกล่าในเวลากลางคืนสายตาและประสาทหูของพวกมันเฉียบขาดในเวลา
ที่ฟ้ามืดสนิท ทั้งฝูงมักจะออกเดินทางย้ายที่พักในช่วงรุ่งสาง ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น
เหนือภูเขาสีเงินที่สูงใหญ่ตระหง่านเลยป่านอร์ทวู้ดไปอีกทำให้มันดูช่างห่างไกลออกไป
สุดลูกหูลูกตา
   โดยปกติแล้วแมวป่าดำนั้นช่างรักสันโดษ จนกระทั่งในช่วงฤดูหนาวนี่เองที่พวกมัน
จะจับกลุ่มกัน เพื่อเฝ้าระวังภัยเป็นฝูง แบ่งหน้าที่และเวรยามกันอย่างเป็นระบบ ควบคุม
โดยจ่าฝูง แมวป่าดำที่ตัวใหญ่เทียบเท่าหมาป่า ใบหูของ”เคร์ร่า” แมวป่าดำจ่าฝูงนั้นมี
รอยแหว่งจากการต่อสู้ในอดีต เคร่ามักจะหลบไปพักผ่อนอยู่ตัวเดียวเงียบๆ เมื่อยามที่
ทั้งฝูงหยุดพักระหว่างทาง มีแมวป่าดำสองตัวคอยระวังภัยอยู่ห่างๆ เหนือโขดหิน
รูปมิโนทอร์
   “ไลท์” เป็นแมวป่าดำกำพร้าที่อายุน้อยที่สุดในฝูง ในคืนอันเงียบสงัดนี้ ไลท์มีหน้าที่
เป็นแมวลาดตระเวน เพื่อสังเกตุการณ์และรักษาความปลอดภัยโดยรอบ ตั้งแต่บริเวณ
ริมลำธารไปจนถึงสวนหินที่พำนักของแมวในฝูง
    เสียงฝีเท้าของไลท์ที่เหยียมลงไปหญ้าแห้งกรอบ ดังขึ้นเป็นระยะๆ ประกอบกับ
จังหวะของหิมะที่เบาบางในคืนนี้ตกกระทบพื้นดินแห้ง ชายป่าแอโรววู้ดตอนนี้เปลี่ยน
จากสีขาวเป็นสีน้ำตาลแกมเขียวอ่อนๆแล้วหลังจากพายุหิมะที่ถาโถมกระหน่ำลงมาเป็น
เวลากว่าสองวันสองคืน ผ่านมาแล้วหนึ่งวันเต็มๆกับการเดินทางไกล บัดนี้หิมะขาวเริ่ม
ละลายเป็นน้ำแข็งก้อนเล็กๆ บริเวณชายป่า ทางเดินที่เคยถูกปกคลุมไว้เริ่มเปิดเผยออก
มาให้เห็นเป็นทางยาวแคบๆ ไลท์ก้าวช้าๆผ่านชายป่าแอโรววู้ดเพื่อมุ่งหน้าไปยังลำธาร
ภายใต้แสงสว่างจากดวงจันทร์สีเงินที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้ามืดสนิท
    ฟ้าทางเหนืออยู่ใต้ดวงจันทร์สีเงินนั้นสว่างกว่าฟ้าทางใต้มาก แมวป่าดำถูกกับความ
มืดและการอำพรางมากกว่า แสงสว่างเริ่มทำให้ตาของ ไลท์หรี่เล็กลงเรื่อยๆ ในขณะ
หนึ่งนั้นเอง แสงเล็กๆวิ่งเป็นจุดๆระยิบระยับดวงหนึ่งปรากฎขึ้นต่อหน้าไลท์ ล่อหลอก
มันให้ติดตามไป ด้วยปีกที่กระพือระยิบระยับกระทบกับแสงจันทร์สีเงินอยู่ในความมืด
    ไทนี่ สปาร์คเคิลส์ คือผีเสื้อราตรีสีเงิน ปีกเรียวยาวของมันจะกระพือสะท้อนแสงจันทร์
ดึงดูดให้สิ่งมีชีวิตติดตามมันไป จิตของไลท์ในขณะนั้นก็หาได้แข็งแกร่งพอที่จะต้านทาน
ประกายแวววับของไทนี่ สปาร์คเคิลส์ไม่ มันย่ำผ่านกองใบไม้ที่มีเกล็ดน้ำแข็งจับ พุ่งตัว
ไปหาไทนี่ สปาร์คเคิลส์อย่างรวดเร็ว ผีเสื้อราตรีสีเงินขยับปีกเร็วขึ้นเรื่อยๆ มันบินหนีห่าง
ไลท์ออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่แมวป่าดำเร่งฝีเท้ากวดตามเจ้าผีเสื้อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
ไลท์ลืมไปแล้วว่ามันต้องรักษาความเงียบในคืนลาดตระเวน, ลืมไปแล้วว่ามันต้องกลับไป
ยังฝูงก่อนรุ่งสาง, ลืมไปแล้วว่ามันอยู่ห่างสวนหินออกมาเรื่อยๆ,
ไลท์ลืมไปแล้วว่ามันกำลังมุ่งหน้าเข้าไปในป่านอร์ทวู้ด…

    ดาวเหนือสว่างขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ป่านอร์ทวู้ดเองก็มืดครึ้มลงเรื่อยๆจากร่มไม้
ที่ปกคลุม ไลท์กวดตามผีเสื้อราตรีมาไกลมากแล้วในขณะที่มันเองไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
ไทนี่ สปาร์คเคิลส์ห่างจากไลท์ออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่แมวป่าดำกวดตามอย่างไม่หยุด
หย่อน กำลังขาของมันตกลงเรื่อยๆ ไทนี่ สปาร์คเคิลส์ หายไปในลำแสงของดวงจันทร์สี
เงินที่ลอดผ่านพุ่มไม้ลงมากระทบพื้นผิวของป่านอร์ทวู้ด ไลท์รู้สึกตัวเองดีขึ้นอีกครั้ง
มันกวาดสายตามองไปรอบๆ ตอนนี้ไลท์อยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ ป่าสนสูงใหญ่ ลึกเข้ามา
ในนอร์ทวู้ด ไลท์รู้สึกหวาดผวา…
    มันพยายามขยับปรับสายตาของมัน ค้นหาและเปรียบเทียบตำแหน่งของดาวเหนือ
ที่สว่างจ้ามากกว่าที่แอโรววู้ด ไลท์รู้สึกกระหายน้ำและกังวลเป็นอย่างมาก มันพยายาม
ย่างก้าวไปตามความลาดเอียงของผืนป่า เพื่อหาแหล่งน้ำที่ไกล้ให้เร็วที่สุด เสียงฝีเท้า
ของมันดังขึ้นเรื่อยๆ และก้องไปกับผืนป่าที่กว้างใหญ่ ไลท์หายใจเข้าออกอย่างรุนแรง
พลางมองไปรอบๆตัว เฝ้าระวังว่าจะมีเสียงหรือความเคลื่อนไหวปรากฏขึ้นในรัศมี
รอบตัวของมันหรือไม่
    พื้นดินเอนเอียงต่ำลงเรื่อยๆ ในขณะที่มันเริ่มได้ยินเสียงของน้ำในลำธารที่ไหลแผ่วเบา
ไลท์เร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ ผ่านดินที่เริ่มอ่อนนุ่มและยวบลงไปตามน้ำหนักฝ่าเท้าของมัน
แหล่งน้ำไกล้เข้ามาแล้ว ไลท์มั่นใจและรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเรื่อยๆ
    ไลท์เห็นแสงจันทร์เป็นลำฉายส่องนำทางไปยังแหล่งน้ำ เสียงของลำธารดังขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ผิดแน่ ไลท์คืบคลานเข้าไปไกล้เสียงนั้นเรื่อยๆ ทว่า… สัมผัสของมัน บ่งบอกว่าลำธาร
เงียบแห่งนี้ หาได้มีมันอยู่ตัวเดียวไม่ ยังมีอีกหนึ่งลมหายใจส่งเสียงแผ่วเบาอยู่ ณ บริเวณ
นั้น ไลท์ตัดสินใจลดฝีเท้าลง มันแฝงตัวไปตามพุ่มไม้ริมลำธาร
    ไลท์สอดสายตาผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ใบใหญ่ออกไป กวาดสายตาไปรอบๆลำธาร
เพื่อตรวจสอบดูให้แน่ใจ ดวงจันทร์สีเงินดวงใหญ่ปรากฎขึ้นอีกดวงบนผิวลำธารที่เคลื่อน
ไหวอย่างช้าๆ ราวกับมันกำลังเต้นรำพลางส่องประกายอยู่ในน้ำ ไลท์มองไปยังอีกด้าน
ของลำธารที่ไกลออกไป มันเห็นอะไรบางอย่าง…
    หญิงสาวผมยาวสลวยสีบลอนด์อ่อนๆ อาบน้ำในลำธารอยู่บริเวณริมโขดหินใหญ่
นางห่มชุดผ้าเปล่งประกายแวววับกลัดด้วยเข็มสีทองขนาดเท่าฝ่ามือ แสงจันทร์ที่ตก
กระทบผิวขับให้นางดูขาวสว่างขึ้น ไลท์ค่อยๆก้าวเข้าไปไกล้เรื่อยๆอย่างช้าๆผ่านหลังพุ่ม
ไม้ในขณะที่ลมเริ่มพัดแรงขึ้นเป็นระยะ มันเห็นนางชัดขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาของนางเปล่ง
ประกายสีเขียว จับจ้องไปยังดวงจันทร์ ณ ตอนนี้ ไลท์เห็นใบหน้าของนางอย่างชัดเจน
แล้ว นางกำลังอ้าปากและเปล่งเสียง

           “จงบอกข้าถึงพื้นพสุธาเถิด” ไลท์ยังคงจ้องนางอยู่หลังพุ่มไม้ ในระหว่างที่นาง
ยกแขนสองข้างของตัวเองขึ้น และหงายมือของนางขนานกับพื้นราวกับนางกำลังรอง
รับบ่างสิ่งบางอย่างที่ตกลงมาจากฟากฟ้า
           “จงบอกเล่าความลับทั้งปวงให้แก่ข้าเถิด”  นางกล่าวขึ้นเบาๆอีกครั้ง

    หญิงสาวค่อยๆขยับตัวช้าๆ หันกลับไปยังพื้นตลิ่งข้างๆลำธาร นางดูอ่อนล้า เวลาไม่
นานหลังจากนั้นนางห่มผ้าอีกผืนของนาง นุ่งเข้ากับตัวอย่างเรียบร้อย ผิวพรรณและเส้น
ผมของนางแห้งอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยเปียกน้ำมาก่อน นางก้าวขึ้นจากลำธารและ
ออกเดินอย่างช้าๆ แทรกตัวเข้าไปในหมู่ไม้ที่เรียงกันอยู่อีกฝั่งของลำธารตรงข้ามกับไลท์
แต่ก่อนหน้าที่ไลท์จะทันได้ขยับตัวผ่านพุ่มไม้เพื่อติดตามนางไปมันสัมผัสได้ถึง ลมหาย
ใจอันรุนแรงอีกจำนวนหนึ่งอยู่เบื้องหลังของมัน
ไลท์หันกลับและมองไปข้างหลังของมันทันที

    หมาป่าสองตัวกำลังจ้องมันด้วยลูกตาสีแดงฉานผ่านแววตาที่เหี้ยมโหดย่างเท้าออกมา
   
    ไลท์หันหลังให้กับลำธารและก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ…
  

inspired by Youth cats song

artist : Secret and Whisper


Song’s feeling in SKD

ระหว่างที่นั่งเลือกเพลงในรายการไปๆมาๆอย่างไม่มีจุดหมาย ผมได้กวาดสายตามองไปรอบๆห้องเล็กๆมืดๆที่อยู่มาตั้งแต่ปี 2 ของผม ในระหว่างนั้นเสียงเปียโนจากเพลง sd21 ก็ดังขึ้นมา ทำให้หูของผมหยุดชะงักเพื่อฟังเพลงๆนี้อย่างตั้งอกตั้งใจมากขึ้น ระหว่างนั้นผมกวาดสายตามองไปรอบๆห้องของผม ห้องของผมเป็นห้องเล็กๆรกๆห้องหนึ่งเต็มไปด้วยของที่ใช้งานบ้าง เหลือใช้บ้าง บนผนังห้องและตูเสื้อผ้ามีรูปถ่ายอยู่จำนวนหนึ่ง ที่เป็นภาพของผมและคนสำคัญต่างๆที่เข้ามาในชีวิตของผม ระหว่างนั้นเสียงเพลงก็บรรเลงไปพร้อมๆกันลมเบาๆที่พัดมากระทบใบหน้าของผมรูปถ่ายเหล่านั้นบอกเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญที่น่าจดจำ บุคคลที่อยู่ในรูปนั้นทุกคนต่างมีความสุขเต็มไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขา ผมมองไปที่หัวเตียงก็พบกับโปสการ์ดกองหนึ่ง ซึ่งใครบางคนซึ่งสำคัญมากๆส่งมาให้ผมในเวลาไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ โปสการ์ดเหล่านั้นเต็มไปด้วยคำพูดและบอกเล่าเรื่องราวดีๆต่างๆ ซึ่งเค้าได้ประสบเจอมา ในระหว่างนี้ เพลงก็ได้เล่นไปจนถึงกลางเพลง จังหวะนั้นแสดงออกถึงความสุขคงที่, นิ่มนวล และ เสถียร ความสุขที่ไม่ฉาบฉวย หวือหวา แต่เป็นความสุขที่อิ่มในตัวเอง ความสุขที่ไม่ต้องการเงื่อนไข หรือคำตอบใดๆ การที่คนเราได้มาพบกันนั้น ช่างเป็นสิ่งน่ามหัศจรรย์ เราควรจะทำโอกาศนี้ให้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำใช่ไหม? เพราะโอกาศที่สอง, ถึงมันจะมีจริง แต่น่าเศร้าที่บางครั้ง บางสิ่งไม่สามารถเป็นเหมือนเดิม ได้อย่างที่เราควรจะทำมัน ในโอกาศแรก ใช่หรือเปล่า? ช่วงท้ายเพลง เสียงเปียโนแผ่วลง ผมมองดูรูปถ่ายและโปสการ์ดเหล่านั้นอีกครั้ง ถ้าวันนั้นเราไม่ได้มาพบกัน ไม่มีโอกาศให้ได้ใช้เวลาร่วมกัน โปสการ์ดและรูปถ่ายเหล่านั้นตอนนี้จะไปอยู่ที่ไหน? คนเหล่านั้น ป่านนี้พวกเค้าจะใช้ชีวิตของตัวเองอย่างไร? คุณคิดว่าเราควรจะขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาในชีวิตของเราหรือเปล่า? ในระหว่างที่คุณนั่งคิดอยู่นี้ ใครบางคนอาจจะขอบคุณ ที่คุณเข้าไปอยู่ในชีวิตของพวกเขาแล้วก็ได้…